‘กรีนแลนด์’ น้ำแข็งละลายเร็ว เตือนโลกเดือดซ้ำรอยอดีต

by Pom Pom

ความเชื่อที่ว่าแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์จะคงอยู่ตลอดไปอาจต้องเปลี่ยนใหม่ เมื่อโครงการวิจัย GreenDrill ขุดพบความลับใต้ชั้นน้ำแข็งลึก เผยภาพอดีตที่เคยละลายจนหมดสิ้น แม้ในช่วงที่สภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย พร้อมคำเตือนถึงอนาคตที่ระดับน้ำทะเลอาจพุ่งสูงเร็วกว่าที่คาด

ภาพจำของกรีนแลนด์ในฐานะดินแดนสีขาวที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนาทึบมานานแสนนาน กำลังถูกสั่นคลอนด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นใหม่จากโครงการ GreenDrill ที่เจาะลึกลงไปใต้แผ่นน้ำแข็งเพื่อสำรวจประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังไว้ ผลการศึกษาพบว่า แผ่นน้ำแข็งบริเวณ Prudhoe Dome ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ เคยละลายหายไปเกือบทั้งหมดเมื่อประมาณ 7,000 ปีก่อน ซึ่งตรงกับช่วงต้นยุคโฮโลซีน (Holocene) อันเป็นยุคที่อารยธรรมมนุษย์เริ่มก่อร่างสร้างตัว

การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในอดีตนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า น้ำแข็งบริเวณนี้มีความเสถียรและคงตัวมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยเทคนิค “การหาอายุด้วยการเรืองแสง” (Luminescence Dating) ที่ใช้ตรวจวัดพลังงานที่สะสมในเม็ดแร่ใต้ดิน ทำให้ทีมวิจัยพบว่า ตะกอนดินใต้ชั้นน้ำแข็งลึกกว่า 1,600 ฟุต เคยสัมผัสแสงแดดโดยตรงในช่วง 6,000 ถึง 8,200 ปีที่แล้ว นั่นหมายความว่าน้ำแข็งที่เคยหนาเตอะได้ละลายไปจนหมดในช่วงที่อุณหภูมิโลกสูงกว่าปัจจุบันเพียง 3 ถึง 5 องศาเซลเซียสเท่านั้น

ภาวะโลกร้อนทำระดับน้ำทะเลพุ่ง

ดร. เจสัน ไบรเนอร์ จากมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล และ ดร. คาเลบ วอลคอตต์ จอร์จ ผู้นำการวิจัย ให้ความเห็นที่น่ากังวลว่า หากภาวะโลกร้อนตามธรรมชาติที่ไม่รุนแรงในอดีตยังสามารถทำให้แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ละลายได้ สิ่งที่น่ากลัวคืออุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ในปัจจุบัน อาจทำให้กรีนแลนด์กลับไปสู่สภาวะ “ไร้น้ำแข็ง” อีกครั้งเร็วกว่าที่คิด โดยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในพื้นที่ดังกล่าวอาจพุ่งสูงถึงระดับที่ทำให้เกิดการถอยร่นของน้ำแข็งได้ภายในปี 2100 นี้

ข้อมูลจากหินและตะกอนใต้ดินเหล่านี้เปรียบเสมือน “หีบสมบัติ” ที่บอกเราว่า ขอบน้ำแข็งส่วนไหนเปราะบางที่สุด ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการพยากรณ์การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลกอย่างแม่นยำ ในขณะที่โครงการ GreenDrill ยังคงดำเนินการขุดเจาะต่อไปเพื่อหาซากพืชหรือร่องรอยสิ่งมีชีวิตในอดีต สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันได้ชัดเจนในตอนนี้คือ กรีนแลนด์ไม่ใช่ดินแดนน้ำแข็งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอาจเป็นเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ที่พวกเขาเพิ่งค้นพบ

อ้างอิง :

Copyright @2021 – All Right Reserved.