ประกาศปิดอ่าวไทยรูปตัว ก 8 จังหวัด เริ่ม 15 มิ.ย. 69

by Admin

กรมประมงปิดอ่าวรูปตัว ก ในฤดูวางไข่ ประจำปี 2569 แบ่งเป็น 2 ช่วง เริ่มตั้งแต่ 15 มิ.ย. – 30 ก.ย. เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล และสร้างสมดุลสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ฝ่าฝืนโทษปรับสูงสุด 1 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2569 กรมประมงได้ออกประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) ประจำปี 2569 ใน 2 ช่วงระยะเวลา ช่วงที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. – 15 ส.ค. 2569 ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร

ช่วงที่ 2 เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 ส.ค. – 30 ก.ย. 2569 ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนใน ด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของ จ.สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยขอความร่วมมือชาวประมงปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรพื้นที่อ่าวไทยตอนในรูปตัว ก ให้มีความเหมาะสมและเกิดความสมดุลตามธรรมชาติ

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน หรือ อ่าวไทยรูปตัว ก เป็นมาตรการที่ทำมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำให้มีโอกาสได้สืบพันธุ์วางไข่ และสามารถเจริญเติบโตให้เกิดความสมดุลกับการใช้ประโยชน์

ฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง

การประกาศปิดอ่าวดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลในปี 2568 ที่พบว่าพื้นที่อ่าวไทยตอนในมีการแพร่กระจายของสัตว์น้ำวัยอ่อน ทั้งในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ของมาตรการ อัตราการจับสัตว์น้ำจากเรือสำรวจพบว่าทั้งช่วงที่ 1 และ 2 ในระหว่างมาตรการและหลังมาตรการ มีอัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนมาตรการ โดยช่วงที่ 1 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 2,036.17 กิโลกรัมต่อวัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 1,500.00 กิโลกรัมต่อวัน (เพิ่มขึ้น 1.35 เท่า)

ขณะที่ช่วงที่ 2 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 1,451.85 กิโลกรัมต่อวัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 950.00 กิโลกรัมต่อวัน (เพิ่มขึ้น 1.52 เท่า) โดยชนิดสัตว์น้ำที่จับได้เป็นกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ อาทิ ปลาทู ปลาสีกุนเขียว ปลาสีกุนบั้ง

อย่างไรก็ตาม สำหรับปลาทูซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญในอ่าวไทย พบว่า หลังมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางบริเวณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูที่จับได้เป็นปลาทูขนาดความยาว 13 เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงการเคลื่อนที่เข้าเขตพื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนใน โดยกลุ่มปลาทูเหล่านี้มีการเจริญเติบโตเป็นปลาทูสาว (ความยาวขนาด 13 – 22 เซนติเมตร)

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากสถิติปริมาณการจับปลาทูในพื้นที่อ่าวไทยตอนในปีที่ผ่านมา พบปริมาณการจับเพิ่มขึ้น จากข้อมูลปริมาณผลผลิตจากการทำการประมงบริเวณอ่าวไทยตอนใน ที่เปรียบเทียบระหว่าง ปี 2567 และปี 2568 พบว่าในปี 2567 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,401 ตัน และปี 2568 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,761 ตัน เพิ่มขึ้น 360 ตันหรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 25.69

ทั้งนี้ การดำเนินงาน 2 ช่วงเวลามีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
ช่วงที่ 1 : ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. – 15 ส.ค. 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจาก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และสิ้นสุดที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร

ช่วงที่ 2 : ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. – 30 ก.ย. 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของ จ.สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจาก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร และสิ้นสุดที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร

กรมประมง ได้อนุญาตการเครื่องมือ วิธีการทำการประมง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้
• อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง
• อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ โดยห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติด หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน
• อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก
• อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง
• ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้
• ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5 นิ้ว ขึ้นไป ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง
• ลอบหมึกทุกชนิด
• ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง
• คราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอย ที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย
• อวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทำการประมงที่ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำการประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย
• จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก
• เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง
• เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ประกอบกับเครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงประเภทอวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก อวนลากคู่ อวนลากคานถ่าง อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) เรือประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เรือปั่นไฟ) และเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามประกาศที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) แห่งพ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558

สำหรับการใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯ ที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) และเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงต้องไม่ใช่เครื่องมือที่กำหนดห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ทั้งนี้ เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงจำเป็นต้องห้ามใช้ทำการประมงในพื้นที่ และช่วงเวลามาตรการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากช่วงหลังมาตรการยังพบการจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่าและต้องได้รับโทษทางปกครองอีกด้วย

อธิบดีกรมประมง กล่าวด้วยว่า ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ในการร่วมกันบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยกรมประมงจะติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบาย “BLUE TRANSFORMATION พลิกโฉมประมงไทยสู่ความยั่งยืน” ของ นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ B : Biodiversity & Balance ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของกรมประมง Fisheries Connect for Sustainability ที่มุ่งเน้นการบูรณาการเพื่อการจัดการทรัพยากรประมง ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

Copyright @2021 – All Right Reserved.