‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ซัดเงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงานพิรุธ 100%

by Admin

‘เท้ง ณัฐพงษ์’ ชำแหละวงเงินกู้ 2 แสนล้าน เพื่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานมีข้อพิรุธ 100% ประชาชนต้องการค่าไฟที่ถูก สะอาด และเป็นธรรม แต่รัฐบาลกลับไม่เปิดเสรีตลาดพลังงานไฟฟ้าควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานไฟฟ้าสะอาด แต่เป็นการ ‘หาทำ’ โดยใช้อำนาจพิเศษที่สภาฯ ไม่ต้องอนุมัติโครงการ แต่ไปเปิดประมูลเอง เขียนทีโออาร์ ล็อกสเปกกันเองให้บริษัทที่ใกล้ชิดได้งาน มีการจ่ายเงินทอนให้กับนักการเมืองบางกลุ่ม พรรคการเมืองบางพรรคที่อยู่ในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายข้อเสนอญัตติด่วนระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตอนหนึ่งเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า การที่สภาฯ ไม่ตั้งกรรมาธิการติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ปัจจุบันพบพิรุธและเหตุผิดปกติหลายอย่าง ซึ่งอาจจะทำให้การใช้จ่ายงบประมาณในส่วนนี้ขาดความโปร่งใส

“การใช้จ่ายงบประมาณจะต้องผ่านสภาฯ แต่ในขณะนี้ฝ่ายบริหารกำลังคิดเองชงเอง คือทำโครงการเอง อนุมัติโครงการเอง ใช้เสร็จแล้วค่อยกลับมารายงานสภาฯในภายหลัง เป็นการใช้ช่องอำนาจพิเศษของรัฐบาลทั้งที่รัฐบาลควรจะต้องจำกัดขอบเขตการใช้งบงบประมาณในส่วนนี้เท่าจำเป็นอย่างเดียวเท่านั้น”

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่ขัดข้องในการใช้เงินในแผนงานแรกสำหรับการเยียวยา 2 แสนล้านบาทสำหรับไทยช่วยไทยพลัส แต่งบฯ 18,800 ล้านบาทที่รัฐบาลลักไก่เอาเงินจากพ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ไปโปะกองทุนประชารัฐสวัสดิการ โดยไม่ไปตั้งงบของปีงบประมาณ 2570 ทั้งที่ที่ผ่านมารัฐบาลจะนำเงินคงคลังไปจ่ายก่อนแล้วตั้งงบประมาณปีถัดไปมาใช้จ่ายเงินคงคลัง แต่ปีนี้กลับไปเอาเงินกู้ไปโปะกองทุนประชารัฐฯ ซึ่งการใช้งบฯ ลักษณะนี้ผิดวัตถุประสงค์และกฎหมายเต็มๆ

ข้อพิรุธอีกหนึ่งประการในแผนงานที่สอง วงเงินกู้ 2 แสนล้านบาท เรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ข้อนี้มีข้อพิรุธ 100% เพราะการกู้เงินครั้งนี้ประชาชนต้องการค่าไฟที่ถูก สะอาด และเป็นธรรม ย้ำ 3 คีย์เวิร์ด “ถูก สะอาดและเป็นธรรม” ซึ่งไม่ใช่เปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานไฟฟ้าสะอาดอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องเปิดเสรีตลาดพลังงานไฟฟ้าควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในประเทศไปพร้อมๆ กัน

หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ขอเปรียบเทียบระดับการเปิดเสรีพลังงานของแต่ละประเทศกับไทย กรณีแรกเทียบกับลาว กัมพูชา เมียนมา และบรูไน คือประเทศที่ระบบไฟฟ้าผูกขาด นั่นคือ การส่ง และจำหน่ายไฟอยู่ในมือผู้เล่นรายเดียว ระดับที่สองซึ่งไทยอยู่ตลาดนี้ เทียบเคียงกับมาเลเซียและอินโดนีเซียเป็นตลาดของผู้ซื้อรายเดียว

“เราอาจจะเปิดให้เอกชนมาตั้งโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้หลายโรง แต่ต้องขายให้ กฟผ. เจ้าเดียว เป็นผู้ซื้อรายเดียว ก่อนที่การจัดส่งและจัดจำหน่ายจะผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง ถ้าไปไกลกว่านั้นคือประเทศที่เปิดเสรีไฟฟ้ามากขึ้นนั่นคือ การเปิดตลาดค้าส่งอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ยกตัวอย่างคือผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถขายไฟฟ้าให้กับโรงงานหรือผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้โดยตรง ผ่านสายตรงตรงกลางหรือเรียกว่าการเปิด third party access

“รัฐบาลเองพยายามดึง Data Center มาตั้งในประเทศไทยซึ่งเขาเรียกร้องว่า Data Center ต้องใช้พลังงานสะอาด 100% เขาต้องการให้ปลดล็อคสายส่งพลังงานซื้อไฟฟ้าจากโซล่าฟาร์มหรือพลังงานหมุนเวียน เช่าสายส่งตรงกลางแล้วไปใช้ไฟที่ Data Center ได้โดยตรง นี่คือการเปิดตลาดค้าส่ง หรือการเปิดเสรีในตลาดค้าส่ง

“ส่วนการเปิดเสรีในตลาดค้าปลีก ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เปรียบเสมือนการเลือกแพ็กเกจอินเตอร์เน็ต เมื่อเราเปิดตลาดเสรีค้าปลีกต่อไปนี้เราจะเลือกติดมิเตอร์ไฟฟ้าของเอกชนเจ้าไหนก็ได้ ไม่ได้ถูกบังคับให้ถูกติดมิเตอร์การไฟฟ้าแค่ 2 เจ้าเท่านั้น และสุดท้ายการเปิดตลาดเสรีเต็มรูปแบบที่สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีตลาดอนาคตคล้ายตลาดหลักทรัพย์ เพื่อทำให้เกิดการซื้อขายระหว่างบ้านเรือนต่อบ้านเรือนหรือชุมชน

“เมื่อเปิดตลาดเสรีแบบนี้ต้องทำพร้อมกับการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดหรือสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด แล้วใครได้ประโยชน์ ตัวเลขจากสถาบันวิจัยทั่วโลก อย่างเช่น Zero Carbon Analytics เขาระบุไว้ชัดว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราจะทำภาพแบบนี้เกิดขึ้นได้ จากเดิมที่ผูกขาดไว้โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปลี่ยนเป็นตลาดที่ผลิตโครงข่ายจัดส่งและค้าปลีก ประชาชนจะสามารถลดภาระค่าไฟฟ้าต่อเดือน 20 – 30%”

นายณัฐพงษ์ ยกตัวอย่างข้อเสนอการเปิดเสรีพลังงานไฟฟ้าสะอาดของพรรคประชาชน ดังนี้
เฟสที่ 1 ลงทุนปี 2027 ถึง 2030 ใช้เงินลงทุน 101,110 ล้านบาทโดยทำในพื้นที่ที่มีการไฟฟ้าเข้มข้นเช่นกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออก ครอบคลุมการใช้พลังงาน 75%

เฟสที่ 2 ดำเนินการในปี 2031 ถึง 2034 ใช้งบลงทุน 160,600 ล้านบาท โดยขยายไปยังภูมิภาคอื่นทั่วประเทศ ครอบคลุมการใช้พลังงาน 87%

เฟสที่ 3 ปี 2035 ถึง 2038 ใช้งบลงทุน 146,600 ล้านบาท ลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับ Smart Grid ซึ่งจะครอบคลุมทั่วประเทศทั้ง 100% และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ถ้าลงทุนให้ถูกจุดจะเป็นการเปิดประตูให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตและซื้อขายพลังงานไฟฟ้าของภูมิภาคนี้โดยที่ไม่ต้องกู้เงินเองสักบาท

ยกตัวอย่างที่ 1 ถ้าจะให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้จากบนหลังคาคือการติดโซลาร์ RoofTop โดยให้บริษัทเอกชนเจ้าของมิเตอร์หรือการไฟฟ้าที่แข่งขันกันในตลาดค้าปลีกเป็นคนลงทุนติดตั้งบนหลังคาของประชาชน แล้วประชาชนผ่อนจ่ายค่าติดตั้งไปในบิลค่าไฟรายเดือน ซึ่งจะหักลบกลบหนี้จากการที่ประชาชนได้ไฟจากบนหลังคา ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ต้องกู้

ตัวอย่างที่ 2 รัฐบาลลงทุนเพื่อลดภาระของเกษตรกรให้ติดโซลาร์การเกษตรเพื่อลดค่าไฟในการสูบน้ำ รัฐบาลมีกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานอยู่แล้ว เมื่อสิ้นเดือนเมษายน ที่ผ่านมา มีเงินเหลือ 17,000 ล้านบาท ถ้าเงินกองทุนไม่พอสามารถให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้ ซึ่งเกษตรกรลดค่าไฟได้เท่าไหร่ก็ไปคืนบริษัทเอกชน โดยประชาชนและเกษตรกรไม่ต้องลงทุนเองเช่นกัน ทั้งสองตัวอย่างนี้จะลดการใช้พลังงานฟอสซิลและลดภาระค่าไฟของทั้งประชาชนและเกษตรกร รัฐบาลไม่ต้องคู่เอกบาท

ตัวอย่างที่ 3 การลงทุนในสถานี EV Charger ธุรกิจนี้เอกชนมีการแข่งขันกันสูง มีแต่คนอยากแย่งกันไปตั้งสถานีชาร์จ รัฐบาลจะไปกู้เงินมาตั้งสถานีแข่งกับเอกชนทำไม ดังนั้นรัฐบาลไม่ต้องกู้สักบาท

ตัวอย่างที่ 4 การเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Grid จะต้องสร้าง Energy Storage หรือแบตเตอรี่ขนานใหญ่เพื่อมีไฟจ่ายตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทั้งสามการไฟฟ้ามีงบประมาณปี 2569 ที่ตั้งงบฯ ลงทุนในการพัฒนาระบบสายส่งและระบบจัดจำหน่ายอยู่แล้ว 68,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นของรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลไม่ต้องกู้ ถ้าเงินไม่พอก็สามารถระดมทุนผ่าน Infrastructure Fund (กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) ก็ได้

ตัวอย่างที่ 5 ตัวอย่างสุดท้ายถ้าอ้างว่าจะต้องมีโรงผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งแค่รัฐบาลให้สัมปทานแก่เอกชน แล้วเอกชนเอาสัมปทานไปกู้เอง เท่ากับว่ารัฐบาลก็ไม่ต้องกู้อีกสักบาท ซึ่งตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่โรงไฟฟ้า สายส่ง การจัดจำหน่าย ไปจนถึงโซลาร์บนราคาประชาชน รัฐบาลไม่ต้องกู้สักบาท มีเงินของเอกชนรัฐวิสาหกิจ กองทุนอนุรักษ์พลังงาน ดังนั้นในพ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ จึงมีข้อพิรุธในงบฯ 2 แสนล้านบาท

“เป็นการ ‘หาทำ’ โดยที่รัฐบาลอาศัยช่วงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาเสกเงินออกเงินกู้ 2 แสนล้าน และใช้ช่องทางพิเศษอำนาจพิเศษโดยที่สภาฯ ไม่ต้องอนุมัติโครงการ เปิดประมูลเอง เขียนทีโออาร์ ล็อกสเปก เหมือนกองทุนดีอีที่มีการต้องข้อสงสัยว่ามีการล็อกสเปกและมีบริษัทที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลระบอบสีน้ำเงินมารับงานประมูลภาครัฐหรือเปล่า รับเหมาล็อกสเป็กได้เงินก้อนโต 2 แสนล้าน มีการจ่ายเงินทอนกลับมากับนักการเมืองบางกลุ่ม พรรคการเมืองบางพรรคที่อยู่ในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่” นายณัฐพงษ์ระบุ

Copyright @2021 – All Right Reserved.