ประโยชน์ของกฎหมาย PRTR
อันตรายใกล้ตัวที่ประชาชนต้องตระหนัก

by Admin

กฎหมาย PRTR หรือมีชื่อทางการว่า ร่างพ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ. … กำหนดให้มีการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนเกี่ยวกับชนิดและปริมาณของสารเคมีหรือมลพิษที่มีการปลดปล่อยจากแหล่งกำเนิดมลพิษสู่ตัวกลางสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศ ดิน น้ำ รวมถึงข้อมูลการนำน้ำเสียหรือของเสียที่มีสารเคมีหรือมลพิษออกจากแหล่งกำเนิดไปบำบัดหรือกำจัด

ภาพรวม

กว่า 50 ประเทศ ทั่วโลกมีการใช้กฎหมายนี้ เพื่อควบคุมแก้ไขปัญหามลพิษ คุ้มครองสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีกฎหมายนี้เพื่อ…

1.ปกป้องสิทธิ > รับรองสิทธิของชุมชนและประชาชนในการเข้าถึง รับรู้และตรวจสอบข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม และสารเคมีอันตราย

2.ประชาชนปลอดภัย > ประชาชนสามารถรู้ข้อมูลแหล่งที่มาของมลพิษและประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้จากทุกที่ สามารถเลือกที่อยู่อาศัยโดยรู้ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากสารมลพิษรอบตัวและเตรียมการรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากสารมลพิษได้อย่างปลอดภัย

3.เพิ่มพลังผู้เกี่ยวข้อง > ทำให้สามารถประเมินสถานการณ์และปัญหา มลพิษได้อย่างถูกต้องและสามารถจัดการปัญหาได้อย่างทันท่วงที

4.ฐานข้อมูล + เครื่องมือแก้ปัญหา > เป็นฐานข้อมูลประกอบวางแผนการป้องกันสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนและฐานข้อมูล เพื่อประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษของพื้นที่ (carrying capacity) รวมถึงเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพและเครื่องมือปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ประโยชน์ต่อประชาชน

  • เป็นเครื่องมือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อจัดการปัญหามลพิษ
  • เป็นเครื่องมือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อตัดสินใจต่อการดำเนินโครงการซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
  • เป็นเครื่องมือช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการ​ป้องกันตนเองและชุมชน
  • เป็นเครื่องมือในการป้องกันตนเองจากมลพิษเมื่อเกิดอุบัติภัยสารเคมี

ประโยชน์ต่อรัฐ

  • ทราบสถานการณ์และแนวโน้มการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน
  • เป็นฐานในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
  • เป็นฐานในการกำหนดแนวทางวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ
  • เป็นเครื่องมือในการติดตามตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินการตามนโยบายและแผนงาน รวมถึงการวางแผนรองรับเหตุฉุกเฉิน
  • มีข้อมูลในการปรับปรุงระบบการติดตามโรงงานและ แหล่งกำเนิดมลพิษทุกประเภทให้มีมาตรฐาน
  • สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหามลพิษร่วมกับหน่วยงานรัฐ
  • เป็นเครื่องมือหนึ่งในการลดความเสี่ยงภัยจากสารเคมีและสารมลพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมตามอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อมซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันและเป็นไปตามหลักการของปฏิญญาริโอเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา และแผนปฏิบัติการ 21เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนทางสังคมเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535

ประโยชน์ต่อภาคเอกชน (อุตสาหกรรม)

  • เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเป็นตัวอย่างที่ดีในด้านความ เปิดเผย โปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ นำไปสู่การลงทุนที่ยั่งยืนอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างสงบสุข
  • ป้องกันความสูญเสียและกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินกิจการในระยะยาวลดการปลดปล่อยสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม
  • ช่วยให้ภาคเอกชนสามารถตรวจสอบระบบและกระบวนการผลิตของตนให้รัดกุมเพื่อความปลอดภัยในการทำงานในพื้นที่อุตสาหกรรมและป้องกันความสูญเสียจากอุบัติภัยจากสารเคมี

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 ตัวแทนประชาชนผู้เสนอร่างกฎหมาย PRTR นำโดย น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณนิเวศ ร่วมกับตัวแทนจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย และประชาชนผู้ประสบปัญหามลพิษจากหลายพื้นที่ ได้เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้เร่งนำร่างพ.ร.บ.PRTR บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระและพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้โดยเร็ว หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ปัดตกร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามกรอบระยะเวลา 60 วัน

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้เมื่อปี 2567 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เข้าชื่อกันเสนอกฎหมาย จำนวน 11,685 คน และได้ผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในปี 2568 ผ่านการเห็นชอบในวาระที่ 1 พร้อมกับร่างฉบับที่ สส.พรรคประชาชน นำเสนอ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. PRTR ทั้ง 2 ฉบับร่วมกันจนเสร็จสิ้นแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างรอการบรรจุเรื่องเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 ของสภาผู้แทนฯ นายอนุทิน ก็ได้ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ทำให้กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. PRTR หยุดลง ทั้งนี้ตามบทบัญญัติมาตรา 147 วรรคสอง แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่า เมื่อมีการตั้ง ครม.ชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง ครม. สามารถที่จะขอให้รัฐสภานำร่างกฎหมายที่ตกไปนั้นกลับมาพิจารณาต่อเนื่องไปได้ โดยต้องยื่นคำขอภายใน 60 วัน นับจากวันเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี ก่อนครบระยะเวลา 60 วัน ปรากฏว่า ครม.อนุทินได้ยืนยันร่างกฎหมายกลับให้รัฐสภาพิจารณาต่อเพียง 34 ฉบับ และไม่มีร่าง พ.ร.บ. PRTR ทำให้เครือข่ายภาคประชาชนจำเป็นต้องใช้อำนาจตามมาตรา 14 พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย นำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มายื่นต่อประธานสภาฯ ซึ่งเป็นการนับหนึ่งใหม่

น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้อ้างว่า ภาคประชาชนไม่ได้ยืนยันว่าจะผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ รัฐบาลจึงไม่ได้ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณา  ซึ่งทางภาคประชาชนยืนยันว่าไม่จริง เพราะได้ส่งหนังสือยืนยันไปถึงนายกฯ แล้วตั้งแต่เดือนเม.ย. 2569 และไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะแก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยเพิ่มเนื้อหา PRTR เข้าไปในกฎหมายฉบับนี้

เนื่องจากร่างกฎหมาย PRTR ของประชาชนได้ออกแบบตามกรอบและคู่มือของ OECD และมีการศึกษาถึงจุดอ่อนจุดแข็งของกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ใช้บังคับอยู่เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนก่อนที่จะจัดทำเป็นร่างกฎหมายแยกออกจากพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ ประเทศต่างๆ ก็แยกกฎหมาย PRTR ออกจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายอื่นเช่นกัน เนื่องจาก PRTR เป็นกลไกและระบบเฉพาะ ที่ไม่ควรไปแฝงอยู่ในกฎหมายอื่น

นอกจากนี้ร่างกฎหมาย PRTR ที่ภาคประชาชนเสนอนี้ยังได้ผ่านการพิจารณาร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งมีทั้งผู้แทนภาคประชาชน สมาชิกสภาจากหลายพรรค และหน่วยงานราชการ ก่อนการยุบสภา

ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณนิเวศ ระบุด้วยว่า จุดเริ่มต้นของกฎหมาย PRTR มาจากมติที่ประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกที่สหประชาชาติได้จัดขึ้นเมื่อ ปี 2535 โดยที่ประชุมครั้งนั้นมีข้อสรุปว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นทั่วโลกในหลายสิบปีที่ผ่านมาสร้างความเสียหายแก่สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนอย่างรุนแรง เพื่อยับยั้งหายนะในอนาคต โลกเราจำเป็นต้องมุ่งสู่ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น จึงขอให้รัฐบาลผู้ลงนามในปฏิญญาริโอและแผนปฏิบัติการ 21 จัดทำและปรับปรุงฐานข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการลดและควบคุมความเสี่ยงจากมลพิษและสารอันตรายต่างๆ ซึ่งต่อมาองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในฐานะผู้ขับเคลื่อนหลัก ได้ให้ชื่อว่า Pollutant Release and Transfer Register (PRTR)  และได้จัดทำกรอบและคู่มือการจัดทำ PRTR ที่แต่ละประเทศสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการจัดทำกฎหมายต่อไป

เครือข่ายภาคประชาสังคมย้ำว่า กฎหมาย PRTR เป็นกลไกสำคัญ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ปกป้องสุขภาพประชาชน และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมยืนยันไม่เห็นด้วยกับการลดทอนเนื้อหาและความสำคัญของกฎหมาย PRTR ให้เหลือเพียงบางมาตราในร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับแก้ไข)

นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังได้พัฒนาร่างกฎหมาย PRTR ตามกรอบและคู่มือของ OECD เพื่อช่วยให้รัฐบาลมีฐานข้อมูลระดับประเทศว่าด้วยชนิดและปริมาณของสารมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมและข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ สำหรับเป็นแนวทางในการลดผลกระทบจากมลพิษและลดความเสี่ยงอันตรายจากสารเคมีด้วย

Copyright @2021 – All Right Reserved.