5 ประเทศผู้นำระดับโลก
เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

by Admin

ในขณะที่โลกกำลังเร่งรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อบรรลุเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีส การเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” จึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญมากขึ้นอย่างชัดเจน

ตัวอย่างประเทศผู้นำที่มีการผลักดันนโยบายและดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ได้แก่ เดนมาร์ก สวีเดน เยอรมนี ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ ซึ่งต่างนำกลไกทางเศรษฐศาสตร์และมาตรการเฉพาะของตนมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญสร้างการเติบโตในบริบทเศรษฐกิจโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืน (1)-(20)

  • เดนมาร์ก

เดนมาร์กถือเป็นผู้นำด้านการลดคาร์บอนและเป็นแรงบันดาลใจให้หลายประเทศทั่วโลก ภายใต้กฎหมายสภาพภูมิอากาศปี 2020 (Climate Act 2020) รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 70 ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับระดับปี 1990 พร้อมวางเป้าหมายระยะยาวสู่ความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศภายในปี 2050 ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอเชิงนโยบายให้เร่งเป้าหมายความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศให้เร็วขึ้นเป็นปี 2045 (1) (2)

ข้อมูลล่าสุด เดนมาร์กได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปแล้วถึง ร้อยละ 46 ภายในปี 2023 และมั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยที่ ร้อยละ 50-54 ภายในปี 2025 ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภาคไฟฟ้า ซึ่งพึ่งพาพลังงานลมนอกชายฝั่งเป็นหลัก เดนมาร์กมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมสูงที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิก IEA โดยพลังงานลมคิดเป็นร้อยละ 54 ของส่วนผสมพลังงานไฟฟ้าในปี 2022 (1) (3)

ขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนโดยรวม ทั้งพลังงานลม พลังงานชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ มีสัดส่วนรวมสูงถึง ร้อยละ 81 ของส่วนผสมพลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศ และเดนมาร์กยังมุ่งเน้นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานลมนอกชายฝั่งเป็น 18 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2030 ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนและเชื้อเพลิงสีเขียว หรือ Power-to-X (PtX) ซึ่งตั้งเป้ากำลังการผลิตอิเล็กโทรไลซิสไว้ที่ 4-6 กิกะวัตต์ ภายในปีเดียวกัน (1)

ในมิติทางเศรษฐกิจ เดนมาร์กขับเคลื่อนประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาทรัพยากรตั้งต้นในระดับสูง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดคาร์บอนฟุตพรินท์ของประเทศ นอกจากนี้ ในปี 2024 เดนมาร์กยังสร้างหมุดหมายสำคัญในเวทีโลก ด้วยการออกข้อตกลงจัดเก็บภาษีการปล่อย CO₂e จากภาคเกษตร เริ่มจากปี 2030 โดยมีอัตราและมาตรการลดหย่อนเฉพาะภาค ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะถัดไป (3) (4) (5)

  • สวีเดน

สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของสหภาพยุโรป ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากกลยุทธ์ระยะยาวที่มุ่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคการผลิตไฟฟ้าและความร้อนอย่างต่อเนื่อง (6)

ทั้งนี้ สวีเดนเป็นประเทศแรกในโลกที่ได้นำร่องการจัดเก็บภาษีคาร์บอน ตั้งแต่ปี 1991 และได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม อัตราภาษีคาร์บอนในปัจจุบันสำหรับเชื้อเพลิงฟอสซิลส่วนใหญ่อยู่ที่ 1,510 โครนสวีเดนต่อการปล่อย CO₂ ต่อตัน (เทียบเท่าประมาณ 134 ยูโรต่อตันในปี 2025) (7)

แม้อัตราภาษีคาร์บอนที่แท้จริงโดยรวมจะปรับลดลงในช่วงปี 2021-2023 แต่สวีเดนยังคงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราภาษีคาร์บอนสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อผสานเข้ากับการส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีสัดส่วนสูงที่สุดของประเทศ รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและก้าวหน้า ส่งผลให้สวีเดนสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ ร้อยละ 29 ระหว่างปี 2010 ถึง 2022 (6) (8)

ภายใต้กฎหมายภูมิอากาศปี 2017 (Climate Act) สวีเดนได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2045 ซึ่งเร็วกว่ากรอบเวลาที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ (6)

  • เยอรมนี

เยอรมนีเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านพลังงานภายใต้นโยบาย “Energiewende” อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยการแก้ไขกฎหมายสภาพภูมิอากาศในปี 2021 (Climate Change Act 2021) ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2045 อย่างชัดเจน (9) (10) (11)

ภายใต้กรอบกฎหมายดังกล่าว เยอรมนีได้กำหนดเป้าหมายที่เข้มงวดให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ร้อยละ 65 ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับระดับปี 1990 เป้าหมายที่ทะเยอทะยานนี้เป็นผลโดยตรงจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญกลาง ซึ่งชี้ว่า กฎหมายเดิมยังขาดความชัดเจนในการปกป้องเสรีภาพและคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (9) (12)

เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลได้จัดตั้งกองทุนด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่าน (Climate and Transformation Fund) พร้อมเพิ่มงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อใช้สนับสนุนการปรับปรุงอาคารให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม และการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในระบบพลังงานของประเทศ (10)

ในด้านโครงสร้างพลังงาน เยอรมนีตั้งเป้าให้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วน ร้อยละ 80 ของสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในไฟฟ้าทั่วประเทศภายในปี 2030 ผ่านการเร่งขยายกำลังการผลิตโซลาร์เซลล์ (Solar PV) และพลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง โดยเฉพาะพลังงานลมนอกชายฝั่ง ซึ่งตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตให้ได้ 30 กิกะวัตต์ ภายในปี 2030 และเพิ่มเป็น 70 กิกะวัตต์ ภายในปี 2045 (10) (11)

สำหรับการยุติการใช้ถ่านหิน (Coal Phase-out) เยอรมนีกำหนดกรอบเวลาภายในปี 2038 แม้ว่าในบางพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ เช่น รัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลิน (North Rhine-Westphalia) จะตั้งเป้าเร่งให้เร็วยิ่งขึ้นเป็นปี 2030 (10) (13)

นอกจากนี้ เยอรมนียังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยอยู่ระหว่างการแก้ ‘Carbon Storage Act’ เพื่ออนุญาตให้ใช้ CCS ทั้งในทางทะเลและบนบกในบางพื้นที่ (โดยขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละรัฐ) ซึ่ง Climate Change Act ของเยอรมนีกำหนดให้บรรลุ climate neutrality ภายในปี 2045 และมุ่งสู่ Negative Emissions หลังปี 2050 ผ่านทั้งแผนลดก๊าซเรือนกระจกและการเพิ่มแหล่งดักจับคาร์บอนทั้งจากธรรมชาติและเทคโนโลยี (9) (10)

  • ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งผู้นำในภูมิภาคเอเชียที่ตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 พร้อมยกระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2030 เป็น ร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับระดับปี 2013 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลได้ขับเคลื่อน “ยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียวเพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050” (Green Growth Strategy) ซึ่งถือเป็นการปรับมุมมองจากการมองการแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นต้นทุน มาเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว (14) (15) (16)

ยุทธศาสตร์นี้ตั้งอยู่บนสองเสาหลัก คือ การลดคาร์บอนในภาคการผลิตไฟฟ้า และการเร่งการใช้ไฟฟ้าในภาคส่วนอื่น ๆ เช่น การขนส่ง การผลิต และที่อยู่อาศัย โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงและมีความสำคัญต่อการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น พลังงานลมนอกชายฝั่ง แบตเตอรี่รถยนต์ การรีไซเคิลคาร์บอน และระบบจัดการพลังงานยุคใหม่ (14) (15)

เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน ญี่ปุ่นได้จัดตั้งกองทุนนวัตกรรมสีเขียว (Green Innovation Fund) วงเงิน 2 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 1.82 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยให้การสนับสนุนระยะยาวสูงสุด 10 ปี ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง โครงการที่ได้รับการสนับสนุนครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจนและแอมโมเนีย เทคโนโลยีแบตเตอรี่และมอเตอร์ยุคใหม่ ไปจนถึงการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์และการรีไซเคิลคาร์บอนเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม (15) (17)

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมุ่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการลดคาร์บอน โดยให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้และการประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วน (15) (16) (17)

  • นิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์เป็นอีกประเทศผู้นำ โดยได้ตราพระราชบัญญัติการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Zero Carbon) ในปี 2019 เพื่อสร้างกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (18) (19)

กลไกสำคัญของกฎหมายคือ การจัดตั้งคณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Commission: CCC) ในฐานะหน่วยงานอิสระ ทำหน้าที่ให้คำแนะนำเชิงนโยบายและติดตามความก้าวหน้าของรัฐบาลในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ (18)

จุดเด่นของนิวซีแลนด์อยู่ที่การใช้แนวทาง “การแบ่งแยกก๊าซ” (Split Gas Approach) ในการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อย โดยยอมรับว่าก๊าซมีเทนชีวภาพ (Biogenic Methane) ซึ่งมีอายุสั้น ส่งผลต่อภาวะโลกร้อนแตกต่างจากก๊าซเรือนกระจกอายุยาวอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ เป้าหมายหลักก็คือ การบรรลุการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์สำหรับก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ใช่มีเทนชีวภาพภายในปี 2050 (18)

สำหรับก๊าซมีเทนชีวภาพ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคเกษตรและของเสีย นิวซีแลนด์กำหนดให้ลดการปล่อยลง ร้อยละ 10 ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับระดับปี 2017 และลดลงในช่วง ร้อยละ 24-47 ภายในปี 2050 อย่างไรก็ตาม เป้าหมายระยะยาวดังกล่าวได้ถูกปรับลดลงเหลือ ร้อยละ 14-24 ภายหลังการทบทวนในปี 2025 (18) (20)

กฎหมายนี้ยังกำหนดให้มีการจัดทำงบประมาณการปล่อย (Emissions Budgets) เป็นช่วงเวลา 5 ปี เพื่อทำหน้าที่เป็นอีกก้าวย่อยสู่เป้าหมายปี 2050 พร้อมทั้งกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดทำแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเน้นการลดการปล่อยภายในประเทศเป็นหลัก (18) (19)

นอกจากนั้น นิวซีแลนด์ยังให้ความสำคัญกับมาตรการด้านการปรับตัว โดยกำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในระดับชาติ (National Climate Change Risk Assessment) และจัดทำแผนการปรับตัวระดับประเทศ (National Adaptation Plan) เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวอีกด้วย (18)

อ้างอิง:
(1)            https://iea.blob.core.windows.net/assets/9af8f6a2-31e7-4136-94a6-fe3aa518ec7d/Denmark_2023.pdf
(2)            https://www.oecd.org/content/dam/oecd/en/publications/reports/2022/04/towards-net-zero-emissions-in-denmark_b063c468/5b40df8f-en.pdf
(3)            https://www.reuters.com/sustainability/climate-energy/denmark-track-hit-2030-emissions-cuts-goal-council-says-2025-02-27/
(4)            https://www.eea.europa.eu/en/europe-environment-2025/countries/denmark/total-greenhouse-gas-emissions
(5)            https://bit.ly/4oUOioN
(6)            https://www.oecd.org/content/dam/oecd/en/publications/reports/2025/03/oecd-environmental-performance-reviews-sweden-2025_409c4061/91dcc109-en.pdf
(7)            https://www.government.se/government-policy/taxes-and-tariffs/swedens-carbon-tax
(8)            https://www.ieabioenergy.com/wp-content/uploads/2024/12/CountryReport2024_Sweden_final.pdf
(9)            https://www.bundesregierung.de/breg-en/service/archive/climate-change-act-2021-1936846
(10)          https://www.europarl.europa.eu/RegData/etudes/BRIE/2024/767182/EPRS_BRI(2024)767182_EN.pdf
(11)          https://www.enerdata.net/publications/daily-energy-news/germany-unveils-new-measures-reach-80-renewables-energy-mix-2030.html
(12)          https://www.loc.gov/item/global-legal-monitor/2021-09-28/germany-amendment-of-climate-change-act-codifies-climate-neutrality-goal-by-2045
(13)          https://www.cleanenergywire.org/news/german-government-says-no-new-law-planned-ensure-coal-exit-earlier-2038
(14)          https://www.meti.go.jp/english/policy/energy_environment/global_warming/ggs2050/index.html
(15)          https://www.japan.go.jp/kizuna/_userdata/pdf/2021/autumn2021/green_growth_strategy.pdf
(16)          https://www.japan.go.jp/kizuna/_userdata/pdf/2022/summer2022_special_issue/clean_energy_strategy.pdf
(17)          https://www.meti.go.jp/english/policy/energy_environment/global_warming/gifund/index.html
(18)          https://www.legislation.govt.nz/act/public/2019/0061/latest/096be8ed8190b20c.pdf
(19)          https://www.legislation.govt.nz/bill/government/2019/0136/11.0/096be8ed81873608.pdf
(20)          https://environment.govt.nz/news/govt-resets-2050-biogenic-methane-target/

Copyright @2021 – All Right Reserved.