หลายประเทศพัฒนาแล้วได้ก้าวไปไกลกว่าการประกาศเจตนารมณ์ ด้วยการผลักดันนโยบายที่มีผลผูกพันทางกฎหมายและดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตัวอย่างประเทศชั้นนำ ได้แก่ เดนมาร์ก สวีเดน เยอรมนี ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ ซึ่งต่างนำกลไกทางเศรษฐศาสตร์และมาตรการเฉพาะของตนมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ ไม่เพียงเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ และคว้าโอกาสการเติบโตในบริบทเศรษฐกิจโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืน
Admin
ผลการประชุม COP30 ที่เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล ที่ปิดฉากไปเมื่อปลายปีที่แล้ว มีผลลัพธ์อย่างน้อย 16 ประเด็น ถึงแม้ “เชื้อเพลิงฟอสซิล” ที่ 88 ประเทศจะเรียกร้องให้จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในด้านพลังงานก็มีโครงการในการเพิ่มพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงานตามเป้าหมายเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่า ขณะเดียวกัน ADB และธนาคารโลกก็จะระดมทุนรวม 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนอีกด้วย
ในวันที่โลกไม่ได้เผชิญเพียง “โลกร้อน” แต่ก้าวเข้าสู่ยุค “โลกเดือด” (Global Boiling) อย่างชัดเจน กิจกรรมของมนุษย์ ทั้งการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการทำลายป่า กำลังเร่งให้ภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงขึ้น โดยในปี 2024 โลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 53,200 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย “จีน” ยังคงเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซมากที่สุดจากขนาดเศรษฐกิจและบทบาทการเป็นโรงงานของโลก ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก
ท่ามกลางความผันผวนของโลกที่ทวีความรุนแรงในแทบทุกมิติ สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ได้เผยแพร่รายงานความเสี่ยงโลก 2026 (The Global Risks Report 2026) ฉบับที่ 21 ซึ่งสะท้อนทิศทางและความท้าทายสำคัญที่อาจกำหนดอนาคตของโลกในทศวรรษหน้าจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 คนทั่วโลก ครอบคลุมความเสี่ยงระยะสั้นถึงระยะยาว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ …
การกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ทำเนียบขาวได้จุดชนวนความกังวลอย่างกว้างขวางต่อทิศทางการรับมือวิกฤตโลกร้อน เนื่องจากนโยบายกีดกันทางการค้าและการถอนตัวจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา และกำลังสร้างแรงกดดันต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระดับโลก รวมถึงอาจทำให้ความพยายามในการบรรลุเป้าหมายภายใต้ความตกลงปารีสเดินหน้าช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะที่โลกกำลังเร่งรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อบรรลุเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีส การเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” จึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญมากขึ้นอย่างชัดเจน
EP.5 เกษตรลดโลกร้อน ทำได้แค่ลงมือ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานหลักรายสาขา ดำเนินการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ใน 5 สาขา ประกอบด้วย สาขาพลังงาน คมนาคมขนส่ง กระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ การจัดการของเสียชุมชน และน้ำเสียอุตสาหกรรม และเกษตร
ปี 2566 ไทยลดก๊าซเรือนกระจกใน 5 สาขา รวม 30 มาตรการ ทั้งสิ้น 75.81ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) คิดเป็นร้อยละ 13.69 โดยสาขาการจัดการของเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม (Waste) 3.56 MtCO2eq คิดเป็นร้อยละ 4.69
EP.3 อุตสาหกรรมปรับกระบวนการ เพื่อโลกที่ยั่งยืน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานหลักรายสาขา ดำเนินการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ใน 5 สาขา ประกอบด้วย สาขาพลังงาน คมนาคมขนส่ง กระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ การจัดการของเสียชุมชน และน้ำเสียอุตสาหกรรม และเกษตร
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานหลักรายสาขา ดำเนินการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จากการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ใน 5 สาขา ประกอบด้วย สาขาพลังงาน คมนาคมขนส่ง กระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ การจัดการของเสียชุมชน และน้ำเสียอุตสาหกรรม และเกษตร สำหรับสาขาคมนาคมขนส่งลดได้ 8.17 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า