กรุงเทพฯ เมืองที่มีการจราจรหนาแน่นคับคั่ง มีรถยนต์วิ่งกันตลอดวันตลอดคืน เป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุบนถนนและมีผู้เสียชีวิตสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ที่น่าตกใจและไม่น่าเชื่อว่าเมืองที่ถูกนำไปขยายความเป็นสโลแกนสวยหรูที่ว่า “ชีวิตดีๆ ที่กรุงเทพ”… “กรุงเทพง่ายๆ” …”กรุงเทพเมืองฟ้าอมร” ฯลฯ
Admin
ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบผ่านร่างพระราชบัญญัติที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภา 34 ฉบับในจำนวนนี้มีร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ….หรือร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 611ไม่เห็นด้วย 3 งดออกเสียง 1 จากจำนวนผู้ลงมติทั้งหมด 615 คน
กรุงเทพง่ายๆ ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ ‘โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) จากพรรคประชาชน ประกาศผ่านเฟซบุ๊กแจ้งต่อประชาชนชาว กทม. ให้ทราบว่า พรรคจะไม่ทำป้ายหาเสียงผู้ว่าฯ ติดตามถนนและเสาไฟฟ้า แม้แต่ป้ายเดียว
กรมลดโลกร้อนเร่งยกระดับข้อมูลความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับจังหวัดลงสู่ระดับตำบล เดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.โลกร้อนเข้าสภาฯ ปลายปี และคาดว่าจะบังคับใช้ในปี 2570 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาดูเหมือนอยู่ไกลตัว แต่ทว่าเป็นเรื่องที่เกิดอยู่รอบตัวเราในทุกๆ วัน “สภาวะโลกเดือด” ไม่ใช่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยที่แสดงอาการครั่นเนื้อครั่นตัวหรือถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ มันเป็นภัยเงียบที่ค่อยๆ คืบคลานมาทำร้ายตัวเรา และสังคมที่เราอยู่อาศัยทีละเล็กทีละน้อย ความผันผวนสูงขึ้น ถ้าไม่เร่งปรับตัวเราจะเตรียมการตั้งรับไม่ทันกาล กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ในฐานะอธิบดี เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทหลักและมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนผลักดันนโยบายรับมือโลกร้อนซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง …
หลายประเทศพัฒนาแล้วได้ก้าวไปไกลกว่าการประกาศเจตนารมณ์ ด้วยการผลักดันนโยบายที่มีผลผูกพันทางกฎหมายและดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตัวอย่างประเทศชั้นนำ ได้แก่ เดนมาร์ก สวีเดน เยอรมนี ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ ซึ่งต่างนำกลไกทางเศรษฐศาสตร์และมาตรการเฉพาะของตนมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ ไม่เพียงเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ และคว้าโอกาสการเติบโตในบริบทเศรษฐกิจโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืน
ผลการประชุม COP30 ที่เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล ที่ปิดฉากไปเมื่อปลายปีที่แล้ว มีผลลัพธ์อย่างน้อย 16 ประเด็น ถึงแม้ “เชื้อเพลิงฟอสซิล” ที่ 88 ประเทศจะเรียกร้องให้จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในด้านพลังงานก็มีโครงการในการเพิ่มพลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงานตามเป้าหมายเพิ่มพลังงานหมุนเวียนเป็นสามเท่า ขณะเดียวกัน ADB และธนาคารโลกก็จะระดมทุนรวม 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์ หนุนโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนอีกด้วย
ในวันที่โลกไม่ได้เผชิญเพียง “โลกร้อน” แต่ก้าวเข้าสู่ยุค “โลกเดือด” (Global Boiling) อย่างชัดเจน กิจกรรมของมนุษย์ ทั้งการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการทำลายป่า กำลังเร่งให้ภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงขึ้น โดยในปี 2024 โลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 53,200 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย “จีน” ยังคงเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซมากที่สุดจากขนาดเศรษฐกิจและบทบาทการเป็นโรงงานของโลก ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก